หอมดินกลิ่นทุ่ง - 29/5/2548
(หนังสือพิมม์สยามรัฐ)
ดอกหญ้าในป่าปูน
(คำร้อง-ทำนอง : สลา คุณวุฒิ)
ขับร้อง : ต่าย อรทัย
การหลั่งไหลเข้ามาใช้แรงงาน
ในเมืองหลวงของคนภาคอีสาน
กลายเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่
สืบทอดกันมายาวนานจากรุ่นสู่รุ่น
อย่างไม่รู้จบสิ้น
หลังเสร็จสิ้นฤดูเก็บเกี่ยว
ทุกตู้โดยสารของรถไฟ
จะอัดแน่นด้วยแรงงาน
ของหนุ่มสาวที่เดินทางเข้ามา
แสวงโชคในเมืองหลวง
ภาพสะท้อนเหล่านี้ น่าจะ
เป็นมาตราวัดได้ว่า
การพัฒนาเศรษฐกิจ ของ
ประเทศ ของรัฐบาลทุกยุค
ทุกสมัย ที่ผ่านมา
ไม่สามารถ ทำให้ชีวิตของ
ชาวชนบท อีสาน มีความ
เป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม
ดูจากภาพภายนอก ทางด้าน
วัตถุ ได้รับการพัฒนาที่ดีขึ้น
เช่น มีบ้านหลังใหม่ สวยงาม
ประกอบ ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก
พร้อมเพรียง แต่เนื้อร้าย
ภายในคือ หนี้สิน
ครูสลา คุณวุฒิ เขียนเพลง
"ดอกหญ้าในป่าปูน" สะท้อน
ภาพสังคม อีสานยุคใหม่ได้
ชัดเจนขึ้น ... ชัดเจนในแง่ที่ว่า
การเดินทาง เข้ามาหางานทำ
ในเมืองหลวง ยังมีอยู่ และ
ต้องอดทนต่อ คำเยาะเย้ยถากถาง
ถูกดูหมิ่น ดูแคลนจากคน
ในสังคมเมืองกรุงสารพัด
สังคมเมืองใหญ่ขาดแคลนน้ำใจเจือจุน
ใช้ความอดทนเติมทุน ให้ยืนสู้ไหวทุกวัน
เพลงดอกหญ้าในป่าปูน
โดนใจชาวเพลงลูกทุ่ง
เข้าอย่างจัง ทำให้ ดอกหญ้าบ้านป่า
อย่าง ต่าย อรทัย เกิดเป็นดาว
ประดับวงการลูกทุ่งได้ในเวลา
ไม่นานนัก
หัวใจติดดินสวมกางเกงยีนส์เก่าเก่า
ใส่เสื้อตัวร้อยเก้าเก้าแต่ใจสาวบ่ด้อยราคา
ย่านรามคำแหงเพลงของ ต่าย อรทัย
กลายเป็นเพลงเพื่อชีวิตของ
คนรุ่นใหม่ เพราะหนุ่มสาวในย่านนั้น
ส่วนใหญ่มาจากต่างจังหวัด
อาศัยสวมใส่เสื้อผ้าราคาถูก
จากแผงลอยข้างถนน
เพลงนี้จึงโดนใจนักศึกษา
รามคำแหงอย่างมาก
เสน่ห์ในบทเพลงของ
ครูสลา คุณวุฒิ คือการใช้
ภาษาท้องถิ่นสอดผสาน
เข้าในเนื้อเพลงได้งดงาม
ลงตัวอย่างไร้ที่ติ โดยเฉพาะ
ท่อนฮุก จะโดนใจผู้ฟัง
เป็นอย่างมาก ลองฟังเพลง
โทรหาเหน่เด้อ
เบอร์เก่าเวลาเดิมช่วยเติมเสียงให้ได้ยิน
เป็นวิตามินสร้างภูมิคุ้มกันยามเหงา
บ่ได้ยินเสียงคือจั่งบ่ได้กินเข้า (ข้าว)
คึดฮอดบวกกับความเหงานั่งเฝ้ามือถือคือบ้า
เนื้อหาของเพลงอย่างนี้แหละ
ที่ยุคสมัยขาดแคลนมานาน
เมื่อครูสลาหลั่งรินน้ำคำออกมา
จึงโดนใจแฟนเพลงทุกระดับชั้น
เพราะฟังแล้วชื่นใจ มีความหวัง
มีกำลังใจให้สู้ชีวิต
บัดนี้ ต่าย อรทัย พลิกชีวิตจาก
ดอกหญ้า
เป็นดวงดาวที่คนนับล้านรักและสงสารเธอ
คมเคียว : ถึงคิว "ต่าย"
พูดถึงรางวัลพระพิฆเนศทอง
ด้านนักร้องยอดเยี่ยม ทำให้
ตระหนักในคุณค่าความ
เป็นบุคลากรของเพลงลูกทุ่ง
อันมีจุดแข็งอยู่ที่ คุณภาพการร้อง
และการประพันธ์เพลงเป็นหลัก
นักร้องก็คือนักร้อง นักแต่งเพลง
ก็คือนักแต่งเพลง เคยได้ยิน
เพลงชุดอะไรก็ไม่รู้ เพราะ
ได้ยินตอนนั่งร้านลาบ-ส้มตำ
จำได้ว่าเป็นเสียง สลา คุณวุฒิ
ร้องเพลงน้องเพ็ญ เพ็ญ อะไรนี่แหละ
ร้องได้อารมณ์ดี ดนตรีเพราะ
ด้วยเสียงกีตาร์กรุ๋งกริ๋ง
พอมาถึงอีกเพลง
"ฝากแม่ไว้กับแมว"
เพลงนี้เป็นเพลงโปรดของผม
เป็นเพลงดีที่ไม่ดัง ฟังแล้วรู้สึก
เหงาเลยฟังอยู่หลายเที่ยว
ในฉบับที่ ไมค์ ภิรมย์พร
ร้องเอาไว้ พอมาฟังสลาร้องเอง
(แต่งเอง) ก็เลยรู้สึก
เปรียบเทียบโดยไม่ตั้งใจ
ตอนฟังไมค์ร้องรู้สึกเหมือนเป็น
รถกระบะที่ลมเต็มยาง
แบกรับของหนักได้ไปถึงไหนๆ
ส่วนในฉบับที่สลาร้องเองนั้น
เหมือนรถเก๋งยางอ่อน ถ้านั่งสัก
5 คน ก็จะแอ้ด-แอ้ด สรุปว่า
นักร้องคือนักร้อง นักแต่งเพลง
คือนักแต่งเพลง ถ้าต้องการ
มาตรฐานระดับยอดเยี่ยม
ดังนั้น การให้รางวัล
นักร้องยอดเยี่ยมประจำปี
ควรรักษามาตรฐานเอาไว้
อย่ายอมให้ "อำนาจเงิน"
มาทำลาย มันจะกลาย
เป็นมะเร็งฆ่าเพลงลูกทุ่งไทย
เน้นเลยนะครับ
รางวัลนักร้องยอดเยี่ยม
กับประพันธ์เพลงยอดเยี่ยมต้อง
"ของจริง" เท่านั้น ส่วนที่จะมีการ
"ขอ" กันตามประสาพี่ๆ น้องๆ
ร่วมวงการแบบไม่ย...
(รอถามนักข่าว) ซึ่ง "พรรค"
ที่ใหญ่กว่าพรรคไทยรักไทย
มีอยู่พรรคเดียวคือ "พรรคพวก"
ก็คงจะยอมกันได้ในรางวัล
ย่อยๆ อื่นๆ
มาถึงต่าย อรทัย ผมรู้ว่านี่คือ
ต่าย อรทัย ก็ตอนเธอร้อง
"ดอกหญ้าในป่าปูน" โดยสะดุด
กับเนื้อร้องตอนขึ้นต้นเลยครับ
ตรง "ใส่เสื้อตัวร้อยเก้า-เก้า"
เรียกว่า "โดน" ตั้งแต่ต้น
อันดับต่อมาที่โดนอีก
เสียงโหวดในท่อนอินโทร
ยิ่งใส่หูฟังยิ่งไพเราะแบบ
ละเอียดทุกเม็ด เวลาอยู่
ในรายการวิทยุ ผมก็จะกดปุ่ม
ให้เพลงขึ้นอินโทร 2-3 รอบ
เพื่อให้คนฟังได้รับรสชาติ
เสียงโหวด ชัดๆ โหวด
เป็นเครื่องดนตรีพื้นบ้าน
กลมกลืนกับ ดนตรีสากล
อย่างกีตาร์-เปียโน คนนำมา
ใช้อย่างเด่นชัดคนแรกๆ คือ
หว่อง คาราวาน ส่วนกับ
การร้องตอนนั้นยังไม่รู้สึกว่า
ต้องตามฟัง ต่าย อรทัย
เป็นพิเศษอะไร
การร้องของต่าย อรทัย มา
"โดน" จริงๆ ก็ตอนผมฟังเพลง
"วันที่บ่มีอ้าย" ในท่อนฮุกที่
บอกว่า "หากบ่มีอ้าย คือ...เก่า"
ตรง "คือ...เก่า" นี่ใช่เลยว่า
เธอคือต่าย ที่มีลายเซ็น หรือ
มีเอกลักษณ์ของเธอแล้ว
คนแต่งเพลงนี้ไม่ใช่ครูสลา
ถ้าจำไม่ผิดชื่อ วสุ ห้าวหาญ
ส่วน "กินข้าวหรือยัง" ก็เป็น
แง่มุมอบอุ่นตามสไตล์ "บิ๊กหลา"
เขาล่ะ คนเป็นแม่บ้านน่าจะฟัง
เพลงนี้ เวลาโทรตามฝาละมี
กลับบ้านควรจะอบอุ่นแบบนี้
ไม่ใช่ตะคอก เมื่อไรจะกลับซะที
อยากเจอไม้หน้าสามเรอะ!
"ต่าย" ร้อง "ทรายกับทะเล"
คอลัมน์ มาลัย ลูกทุ่ง
โดย เลิศชาย คชยุทธ
เสียงเพลงทรายกับทะเล
เจื้อยแจ้วจากวิทยุเข้าสู่โสต
ประสาท
"ดังผืนทรายที่โอบทะเลไว้
... ดั่งรายเคียงคู่ทะเล"
คนร้องไม่ใช่ "นันทิดา แก้วบัวสาย"
ที่เคยได้ยินมาหลายปี
แต่กลับกลายเป็น "ต่าย อรทัย"
นักร้องลูกทุ่งขวัญใจ ของแฟนเพลง
โดย เป็นผลงานล่าสุดของ ต่าย
ที่กำลังได้รับการเชียร์อยู่ในเวลานี้
เพลงทรายกับทะเลที่ นันทิดา
แก้วบัวสาย ขับร้องนั้นเป็น
เพลงแนวสตริงที่ท่วงทำนอง
การร้องเป็นแบบ ช้า-ช้า
ไม่หวือหวา โบดโผนเหมือน
เพลงสตริงทั่วไป ที่วัยรุ่น
ชอบ ร้อง-ชอบฟัง แล้ว ...
ถ้า หากถามว่า เพลงทรายกับทะเล
ใครร้องดีกว่ากันระหว่าง นันทิดา กับ ต่าย
อันนี้ตอบยาก ขึ้นกับความชอบ
และรสนิยมของคนฟัง ว่ากันไม่ได้
แต่ต้องถือว่า เพลงทรายกับทะเล
เป็นเพลงเด่น เพลงดัง เนื้อร้องและทำนอง
ทั้งผู้ประพันธ์ และ ผู้ให้ทำนอง
บรรจงสร้างสรรค์อย่างดีเยี่ยม
นันทิดาก็ร้องได้อย่างน่าฟัง
เพลงสตริง ที่นักร้องลูกทุ่ง
นำมาร้องใหม่มิใช่มีเฉพาะ ต่าย
แต่ยังมีนักร้องคนอื่นๆ อีก
เช่นเดียวกับ เพลงลูกกรุง
ที่นักร้องลูกทุ่งนำมาร้อง
ก็มีอยู่ไม่น้อย และนักร้องแนว
ลูกกรุงที่นำเพลงลูกทุ่งมา
ร้องใหม่ก็มีอยู่มาก
การไหวเวียน ถ่ายเทของ เพลงลูกทุ่ง ลูกกรุง
สตริง ที่มีนักร้องคนละแนวนำ
มาขับขานใหม่ และได้รับ ความนิยม
จากนักฟังเพลงอยู่ ในปัจจุบันแสดง
ให้เห็นว่า รสนิยมของคนฟังเพลง
ไม่มีเส้นแบ่งของรสนิยม
ส่วนจะร้องดีหรือไม่ดีก็สุดแท้
แต่คนฟังเพลง
เพลงลูกทุ่ง เพลงลูกกรุง แต่เดิม
เหมือน 30 กว่าปีก่อน มีการแบ่งแยก
กีดกั้น ตั้งข้อรังเกียจ ถึงขนาด
เพลงลูกทุ่งถูกห้ามเปิด ทางวิทยุ
เอฟเอ็ม เพราะถือว่าเพลงลูกทุ่ง
เป็นเพลงชั้นต่ำ ไม่คู่ควรกับสถานี
วิทยุที่ถือเป็นคลื่นของผู้ดี
เพลงลูกทุ่งจึงเปิดได้แต่
เฉพาะคลื่นเอเอ็มเท่านั้น
นักร้องเพลงลูกทุ่ง จะเป็นนักร้องอาชีพ
หรือคนทั่วไปที่นำเพลงลูกทุ่งมาร้อง
จะถูกตราหน้าว่าเป็นคนบ้านนอกที
่เชยแสนเชย กาลเวลาผ่านไป ...
เพลงลูกทุ่งได้พิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่า
เข้าได้กับทุกระดับ และเพลงลูกทุ่ง
กับลูกกรุงก็เป็นเพลงไทยเหมือนกัน
คนฟังยอมรับได้ทั้งสองอย่าง และ
มาเชื่อมร้อยเมื่อนักร้องคนละแนว
นำมาร้องใหม่ รวมถึงเพลงแนวสตริง
ก็ผสมผสานเข้ากันมาด้วย
ศิลปะของเพลงในยุคสมัยนี้
ไม่มีเส้นแบ่งอีกแล้ว
พุ่มพวง ดวงจันทร์ เป็นนักร้องลูกทุ่งคนแรก
ที่ผลักดันตัวเองและผลงานเพลง
ให้ขึ้นสู่ระดับวงการชั้นสูง นั่นคือ
การร้องเพลงในโรงแรมดุสิตธานี
ซึ่งเป็นโรงแรมชั้นหนึ่ง คนฟัง
ก็เป็นคนมีระดับ มีเงินมีทอง
เพลงลูกทุ่งไม่ใช่เพลงที่ร้อง
กันตามวัดตามวา ตามสนามกีฬา
หรือหอประชุมโรงเรียน
หรือลานกว้างทั่วไป
แต่ร้องกันตามโรงแรมชั้นหนึ่งด้วย
การนำเพลงลูกทุ่ง ลูกกรุง สตริง
หรือแม้แต่เพลงเพื่อชีวิตมาร้องใหม่
โดยใช้นักร้องคนละสไตล์
เป็นความเก๋ไก๋อีกแบบหนึ่ง
แน่นอนว่า ลีลาการร้องก็ขึ้น
กับตัวนักร้องประเภทนั้นๆ
มองในแง่ดี การนำเพลงเก่ามาร้องใหม่
ทำให้เพลงไม่หายสาบสูญ และ ที่สำคัญ
สะท้อนให้เห็นว่าเพลงนั้น
ไม่มีพรมแดนใดๆ มากีดกั้น
ขึ้นชื่อว่าเพลงคือการร้อง การมีทำนอง
การมีดนตรี ใครได้ฟังแล้วมีความสุข
ความเพลิดเพลิน ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว
สำหรับการทำหน้าที่ของศิลปิน
ต่าย อรทัย ร้องเพลงทรายกับทะเลได้น่าฟังมาก
ลีลาการร้องของ ต่าย ถูกถ่ายทอดให้ฟัง
ผ่านเพลงนี้คงทำให้แฟนเพลงของ ต่าย
มีความรักในตัวของต่ายมากขึ้น
ใครยังไม่ได้ฟังน่าจะหาเพลงนี้มาฟัง ....