เมื่อเลิกงานเดินเหงา มีเงาเป็นเพื่อนเข้าซอย
ผู้สาวบ้านไกลใจลอย บ่มีคนคอยเคียงเงา อยู่ในเมืองใหญ่
อุ่นกายแต่หัวใจหนาว วันๆ มีหลายเรื่องราว
รุมเร้าให้คอยหวั่นไหว ฝืนยืนสู้แค่ไหน นานไปแรงใจสุดท้อ
หวั่นเกรงทางบ้านที่รอ แม่พ่อจะสู้จั๋งได้ ปัญหาหลายอย่าง
สู้ตามลำพัวบ่ไหว พรุ่งนี้สิเดินอย่างไร เมื่อใจบ่มีคนเคียง
อยากมีพี่เลี้ยง เคียงข้างบนทางเปื้อนฝุ่น มอบใจอุ่นๆ
กันหนาว กันท้อพอเพียง ยามเจ็บเห็นหน้า ยามมีปัญหายืนเคียง
ยาวเหงาได้โทรฟังเสียง หล่อเลี้ยงหัวใจทุกคราว
ขอพึ่งแรงแห่งฝัน บันดาลให้เจอคนดี ให้สาวบ้านไกลคนนี้
ได้มีคนคอยเคียงเงา งานยุ่งเมืองใหญ่ ขอใจฮักมั่นกันหนาว
ดูแลในทุกเรื่องราว ให้สาวดอกหญ้าอุ่นใจ
ไม่ต้องสงสัยหรือต้องแปลกใจอะไรเลยที่เพลง
"ขอใจกันหนาว" ของ ต่าย อรทัย ทำไม?
เมื่อได้ฟังครั้งแรกก็เป็นที่ถูกอกถูกใจคอเพลงลูกทุ่ง
ที่ชอบเพลงหวานซึ้งกินใจกันเสียแล้ว
นอกเหนือไปจากน้ำเสียงหวาน ใส มีลีลาการเอื้อนที่พลิ้วไหว
เป็นของตัวเองของต่าย อรทัย ที่ถือว่า "สอบผ่าน"
มาจากผลงานก่อนหน้านี้ เช่นเพลงดอกหญ้าในป่าปูน,
โทรหาแน่เด้อ, กินข้าวหรือยัง ฯลฯ
หัวใจติดดิน สวมกางเกงยีนส์ตัวเก่า
ใส่เสื้อตัวร้อยเก้าเก้า แต่ใจสาวไม่ด้อยราคา...
จะสวมมงกุฎดอกหญ้า ถ่ายรูปปริญญา
ย้อนมาบ้านเราเพลงดอกหญ้าในป่าปูนดังระเบิด
เดินไปที่ไหนก็ได้ยินเสียงของ ต่าย อรทัย
ร้องเพลงนี้ดังมาจากสถานีวิทยุคลื่นต่างๆ ความดังแรงของ
"ต่าย อรทัย" นักร้องสาวชาวอุบลราชธานีคนนี้
ซึ่งใช้เพลงของ พุ่มพวง ดวงจันทร์ เป็นต้นแบบ
แม้ว่าสุ้มเสียงจะไม่ถนัดไปในแนวของเพลงสนุกสนาน
แต่ สลา คุณวุฒิ ก็ดึงเอาเอกลักษณ์ความเป็นตัวตน
ของนักร้องบ้านคนนี้ออกมาจนเห็นความงดงามของบทเพลง
ต่าย อรทัย ดังแรงจนรายการ "เจาะใจ" เชิญมาออกรายการ
เพื่อคุยกันถึงประวัติชีวิตและร้องเพลงทั้งของพุ่มพวง
และของตัวเอง เพลงขอใจกันหนาว มีเนื้อหา
ที่ไม่ได้พิสดาร เพียงแต่ไม่เคยมีนักประพันธ์
นำจุดนี้ออกมาถ่ายทอดเป็นบทกลอนและบทเพลง
สลา คุณวุฒิ มีความสามารถพิเศษที่หยิบเอาความรู้สึกในใจ
ของหญิงสาวตัวเล็กๆ ที่อยากมีแฟนสักคนในยามที่พลัดบ้าน
มาทำงานในกรุงเทพฯ ออกมาเขียนเป็นเพลงลูกทุ่ง
หนุ่ม-สาวที่ต้องเดินทางจากบ้านเกิดในต่างจังหวัด
มาเรียนหนังสือหรือมาทำงานทำการในเมืองใหญ่
ย่อมมีความเหงา และในที่สุดก็ต้องมีแฟน
และอยู่กินกันฉันสามีภรรยา จุดเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ของคนนี่แหละ
สลา คุณวุฒิ ประพันธ์เป็นเพลง "ขอใจกันหนาว"
ให้ต่าย อรทัย ขับร้องได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว
เพลงนี้เป็นเพลง 4 ท่อน แต่แทนที่จะร้องไป 4
ท่อนแล้วฟังดนตรี เพื่อนักร้องจะกลับมาร้องซ้ำอีกครั้งในท่อนแยก
(ท่อน 3) หรือท่อนสุดท้าย(ท่อน 4) แต่สลา คุณวุฒิ ตั้งใจให้ ต่าย
อรทัย ร้องไป 3 ท่อนแล้วต่อด้วยดนตรี จากนั้นจึงค่อยร้องท่อนสุดท้าย
แล้วจึงมาฟังดนตรีสลักอีกครั้ง จากนั้นจึงมาร้องซ้ำ
ในเพลงท่อนสุดท้ายอีกรอบ เป็นอันจบเพลง
นี่คือการสร้างสรรค์งานเพลงแนวใหม่ ที่นานๆ
จะมีแบบนี้สักครั้ง ฟังจากวิทยุ
ดูจากทีวีครั้งเดียวก็ติดใจและต้องการฟังซ้ำ
หรือรอฟังไม่ไหวก็ต้องหาซื้อเทป ซื้อซีดีมาเปิดฟัง
การร้องและการพูดหน้าเวทีของต่าย อรทัย
หากจะเห็นพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้นก็ไม่ต้องสงสัย
เพราะบริษัทแกรมมี่ ที่เป็นต้นสังกัดได้จัดคอร์สอบรม
ให้กับนักร้องในสังกัด เพื่อจะได้ร้องได้ดี
พูดหน้าเวทีได้คล่องแคล่ว เป็นที่ชื่นชอบของแฟนเพลง
ไม่ใช่ถือว่าร้องเก่งแล้ว ไม่ต้องฝึกกันอีกคงไม่ได้
หรือการพูดหน้าเวที ถ้าเล่นกับแฟนไม่เป็น ทำเป็นเงอะๆ
งะๆ วางหน้า วางตัวไม่เข้าท่า รับรองว่าแฟนเพลงหนีหมด
กระทบมาถึงบริษัทเทปซึ่งจะขายเทปขายซีดีไม่ออก
เวลาไปจัดคอนเสิร์ตก็มีคนดูน้อย ติดตามกันต่อไป
นักร้องสาว "ต่าย อรทัย" จะเป็นอย่างไรในวันข้างหน้า