"ต่าย อรทัย" ลูกทุ่งกตัญญู
 

 

ใครจะคิดว่าชีวิตของเด็กผู้หญิงชาวอีสาน "ต่าย"อรทัย ดาบคำ แห่งบ้านแสนชะนี ต.พรสวรรค์ อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี จะพลิกผัน จากเด็กบ้านนอกที่บ้านแตก พ่อแม่แยกทางกัน จะได้ขึ้นมาเป็นนักร้องลูกทุ่งชื่อดังแห่งยุค ต่ายเท้าความหลังให้ฟังว่า

"ต่ายมีพี่น้องทั้งหมด 4 คน ต่ายเป็นพี่คนโต มีน้องชายอีก 3 คน ต่ายเกิดท่ามกลางครอบครัวที่มีปัญหา ไม่อบอุ่นเหมือนครอบครัวอื่นๆ พ่อแม่แยกทางกัน โดยต่างคนต่างมีครอบครัวใหม่ ทำให้ชีวิตของต่าย และน้องต้องอาศัยอยู่กับยายซึ่งอายุ 70 ปีแล้ว ทำให้ต่ายต้องช่วยเหลือตัวเอง อายุ 8-9 ขวบต่ายต้องทำงานบ้าน ช่วยยายดูแลทุกอย่าง ทั้งนึ่งข้าวเหนียว หากับข้าวตามทุ่ง หาบน้ำจากบ่อที่ไกลกว่า 2-3 กิโล ขนฟางข้าวให้วัวกิน รับจ้างลอกปอ แต่ต่ายก็ทำด้วยความเต็มใจและทำดีที่สุด"

"ชีวิตในวัยประถม ต่ายไม่ค่อยได้ใช้เงิน บางครั้งยายจะให้วันละบาท แต่จะไม่ได้ทุกวัน ข้าวกลางวันจะห่อไปกิน ดีว่าวิถีชีวิตของ เด็กบ้านนอกส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ จึงไม่เป็นปมด้อยของชีวิต แต่มีบางครั้ง ที่คิดแวบขึ้นมาในใจว่าทำไมชีวิตครอบครัว ตัวเองถึงไม่เหมือนคนอื่น ก็มีแอบร้องไห้บ้าง"

นักร้องสาวยอมรับว่า เป็นคนที่ชอบร้องเพลงมาก ร้องมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งอาจจะอยู่ในสายเลือด "ญาติทางฝ่ายพ่อคืออาเป็นนางเอกหมอลำ และญาติฝ่ายแม่คือป้าก็เป็นนางเอกหมอลำเหมือนกัน อาจทำให้มันฝังอยู่ในสายเลือดก็เป็นได้ ตอนนั้นเป็นช่วงที่ ฮันนี่ ศรีอีสาน กำลังดังมาก ต่ายชอบเขามาก จึงพยายามฝึกร้องเพลงตามอย่าง โดยหยิบยืมม้วนเทปเพลงฮันนี่ ศรีอีสาน จากเพื่อนบ้านมาเปิดฟัง จนสามารถร้องเพลง ของฮันนี่ได้ทุกเพลง"

กระทั่งวันหนึ่งถึงวันที่เธอมีโอกาสร้อง เพลงบนเวทีและร้องให้คนอื่นฟังเป็นครั้งแรก "ตอนนั้นอยู่ ป.6 ประมาณปี 2536 มีโอกาสได้ ร่วมแสดงละครร่วมกับเพื่อนๆ ในวันเด็ก และจบลงด้วยการร้องเพลง วันนั้นเป็นวันที่ต่ายดีใจมากที่สุด เพราะบรรดาผู้ปกครองของเด็กๆ ต่างพากันปรบมือ ตีกลอง ตีฉิ่งให้จังหวะตามไปด้วย บางคนก็นำเงินมาให้ 5 บาทบ้าง 10 บาทบ้าง ทำให้ต่ายรู้สึกมีกำลังใจ และอยากร้องเพลงต่อไป"

พอจบป.6 เป็นช่วงที่นักร้องสาวสับสนในชีวิต ไม่รู้ว่าจะเรียนต่อไปดีหรือไม่ดี เพราะเงินไม่มีเลย "ต่ายปรึกษากับแม่ และแม่บอกให้เรียนสูงๆ แม่จะพยายามมาหาบ่อยๆ และส่งเงินมาให้เรียน ต่ายจึงตัดสินใจเรียน ช่วงเรียนอยู่ ม.1 ต่ายไม่ได้ใส่ใจเรื่องร้องเพลงมากนัก ฝึกร้องเพลงไปเรื่อยๆ และระหว่างเรียนอยู่ ม.2 นั่นเอง ก็มีคนมาหานักร้องเพื่อที่จะไปร้องในวงหมอลำ "นิวฟ้าอีสาน" ต่ายสนใจก็เลยไปสมัคร โดยขอเขาร้องในช่วงปิดเทอม แม้รายได้ไม่มาก ประมาณ 400-500 บาท แต่มันก็เป็นความภาคภูมิใจมากที่สุด"

หลังจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 วง "นิวฟ้าอีสาน" ต้องยุบวงลง นักร้องสาวในวัยกระเตาะ เลยไม่มีเวทีขึ้นร้องเพลง แต่ในช่วงเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย ก็มีโอกาสประกวดร้องเพลงในรายการ "ลูกทุ่งมุ่งสู่ดาว" การประกวดร้องเพลงครั้งนั้นลำบากมาก เพราะการร้องในแต่ละรอบ ต้องนั่งรถจากบ้านไป เป็นระยะทางกว่าร้อยกิโลเมตร ต้องเดินทางไปๆ มาๆ เกือบ 2 เดือน อุปสรรคคือเรื่องเงิน แต่ในที่สุดความอดทนและความวิริยะอุตสาหะ จึงทำให้ได้รางวัลชนะเลิศ คือจักรยานยนต์ 1 คัน พร้อมถ้วยรางวัล ต่ายภูมิใจมากเพราะเป็นรางวัลใหญ่ เท่าที่เคยได้มา และคิดว่าสักวันหนึ่งจะต้องเป็น นักร้องดังเหมือนคนอื่นให้ได้

จากนั้นก็ได้มีโอกาสประกวดเวทีอื่นๆ และคว้ารางวัลชนะเลิศอยู่เป็นประจำ มีอยู่ครั้งหนึ่งมีโอกาสพบกับ "สลา คุณวุฒิ" ครูเพลงชื่อดัง ซึ่งชมต่ายว่าเสียงดี และขอให้ฝึกเสียงเยอะๆ

"หลังเรียนจบมัธยมปลาย ต่ายยังไม่พร้อมเรียนต่อ เพราะขัดสนเรื่องเงิน จึงตัดสินใจเข้ามากรุงเทพฯ อาศัยอยู่กับแม่ ช่วยแม่รับจ้างซักผ้าให้กับคนงานก่อสร้าง ทำได้ระยะหนึ่งรายได้ไม่พอ เพราะต้องส่งเงินกลับบ้านเพื่อเลี้ยงดูยายและน้องชายด้วย ต่ายจึงสมัครเข้าทำงานที่โรงงานผลิตยา ในนิคมอุตสาหกรรมบางปู (บริษัท เมดิแคป จำกัด) และเช่าบ้านอยู่กับเพื่อนในย่านนั้น และช่วงนั้นต่ายก็ไม่ได้ทิ้งการร้องเพลง ยังประกวดร้องเพลงอยู่เสมอ กระทั่งเข้ารอบชิงในรายการ "ชุมทางเสียงทอง" ซึ่ง "บ่าวข้าวเหนียว" และ "สาวบ้านเชียง" 2 นักจัดรายการวิทยุซึ่งเคยจะให้ต่ายทำเทปในช่วงที่เรียนอยู่ ม.5 พอเห็นต่ายทางทีวีก็ตามหาตัวเพื่ออัดเทปที่เตรียมทำกันไว้นานแล้ว พออัดเทปเสร็จก็นำไปเปิดในรายการของตัวเอง ทำให้คนเริ่มรู้จักต่ายมากขึ้น และต่ายก็ได้ให้พี่ 2 คนนี้เป็นผู้จัดการส่วนตัวด้วย"

ทำงานโรงงานอยู่ได้ 6 เดือน จึงตัดสินใจลาออกเข้ามาช่วยงานของ 2 นักจัดรายการวิทยุ และเรียนหนังสือที่ ม.รามคำแหง คณะมนุษยศาสตร์ เอกสื่อสารมวลชน ไปด้วย แต่เงินที่ได้มาก็ไม่พอที่จะส่งให้ทางบ้าน เธอจึงคิดขายเสื้อผ้า "ต่ายไปยืมเงินเขาลงทุนซื้อเสื้อผ้ามาขาย โดยตระเวนขายตามสถานที่ต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ บางวันขายไม่ได้เลยสักตัว ไม่มีเงินติดตัวแม้แต่บาทเดียว ต้องไปขอจากเพื่อนร้านอื่นมาพอได้ค่ารถกลับห้อง ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ลำบากมาก ร้องไห้เกือบทุกวัน เพราะไม่รู้จะหันไปพึ่งใคร พี่ผู้จัดการแกก็ลำบาก จะถอยกลับบ้านก็ไม่ได้เพราะทุกคนฝากความหวังไว้กับเรา ชีวิตเป็นแบบนี้ 2 ปี แต่ก็ไม่เคยท้อ สู้ต่อไป คิดแต่เพียงว่าลอยมาถึงกลางทะเลแล้ว จะกลับก็เท่าเดิม จะเดินหน้าก็เท่าเดิม จึงเลือกเดินหน้าดีกว่า"

ประมาณปี 2544 ผู้จัดการพยายามนำเธอเสนอค่ายเพลง พยายามติดต่อครูสลา คุณวุฒิ จนสามารถพาเข้าไปให้ดูตัวที่ค่ายแกรมมี่ โกลด์ และได้ทำเพลง โดยชุดแรกที่ทำคือ "ดอกหญ้าในป่าปูน" ที่มีเพลง "โทรหาแหน่เด๊อ" เป็นเพลงดัง และออกชุดที่ 2 ชื่อ "ขอใจกันหนาว" ในปัจจุบัน ทุกวันนี้ชีวิตของต่ายเปลี่ยนไป เมื่อเพลงติด รายได้ก็มีเพิ่มขึ้น จึงทำให้สามารถช่วยเหลือคนรอบข้างได้ "ตอนนี้ต่ายก็ได้สร้างบ้านให้ยาย และส่งเงินให้น้องได้เรียนหนังสือ ตัวเองก็ได้เรียนหนังสือแบบสบายใจขึ้น ได้ช่วยเหลือพ่อแม่ ทั้งๆ ที่มีครอบครัวใหม่ไปแล้ว ทำให้ลบความคับแค้น ที่ไม่สามารถช่วยเหลือใครได้ หรือลบคำสบประมาทในอดีตได้"

"ความตั้งใจของต่ายที่ผ่านมาก็คือเรื่องการได้ทำเทป ตอนนี้ก็ได้ทำแล้ว แต่อีกส่วนหนึ่งที่ตั้งใจเอาไว้ก็คืออยากตอบแทนสังคมบ้าง เพราะที่ผ่านมาสังคมให้อะไรต่ายมาเยอะ ทุกวันนี้ทางครูสลา และผู้จัดการก็พาไปทำบุญ ทอดผ้าป่าอยู่ตลอด ตามแต่เราจะมีเวลาและกำลัง ส่วนใหญ่จะไปทำกับโรงเรียน เพราะมีความรู้สึกว่า โรงเรียนเป็นสถานที่ที่ให้เราได้มีความรู้จนสามารถ อยู่ได้อย่างทุกวันนี้"

ชีวิตทุกวันนี้สบายขึ้น เลยแย้มถามเรื่องของหัวใจ นักร้องสาวหัวเราะก่อนตอบอย่างอารมณ์ดี "ตอนนี้ต่ายอายุ 24 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีแฟนค่ะ จะมีเป็นเพื่อนๆ มากกว่า เป็นเพื่อนที่เคยเรียนหนังสือมาด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้มีใครเป็นพิเศษ แค่คุยๆ ปรึกษาหารือกันเท่านั้น ส่วนผู้ชายในอุดมคติ จะต้องเป็นคนทำงาน เป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบ เป็นคนดี รักเรา รักครอบครัวเรา ก็พอแล้วค่ะ"

ทั้งหมดนี้คือก้าวชีวิตที่ผ่านมาของ "ต่าย อรทัย" ที่ต้องใช้ทั้งความอดทน วิริยะ อุตสาหะ ฝ่าอุปสรรคให้ได้ในสิ่งที่หวัง ส่วนหนทางชีวิตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร จะโรยด้วยกลีบกุหลาบหรือขวากหนามหรือไม่นั้น...ถึงยังไงเธอก็ต้องเดิน

 

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด, รายงานโดย: prof@ 28 พ.ย. 2547