"ลูกทุ่งมือถือ" บันทึกสังคมผ่านเสียงเพลง
 

 

ข้อดีอย่างหนึ่งของเพลงลูกทุ่งคือมันเป็นสิ่งที่ช่วยอธิบาย ว่าคนในสังคมเราเนี่ยคิดอะไรอยู่หรือว่ามีอะไรเกิดขึ้นในสังคม ของเราบ้าง...และถึงแม้มันอาจจะเป็นเรื่องของคนชั้นกลาง ไล่ไปจนถึงชั้นล่างก็ตามเถอะ แต่เราก็ต้องไม่ลืมว่าคนเหล่านี้ คือคนส่วนใหญ่ของประเทศ...

แม้ แคน สาริกา หรือ บัณฑิต จันทร์ศรีคำ นักเขียน - คอลัมนิสต์ชื่อดังของวงการเพลงลูกทุ่งจะไม่ได้เอ่ยประโยคนี้ออกมา แต่เชื่อว่าหลายคนก็คงจะเคยได้ยิน -ได้เห็นประโยคดังกล่าว ผ่านหูผ่านตามาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะประโยคในทำนอง ที่ว่าเพลงลูกทุ่งคือการบันทึกเรื่องราวของสังคม เป็นกระจกที่ส่องสะท้อนพฤติกรรมของคนในสังคมนั้นๆ

แต่ถึงแม้จะได้ยินมาหลายต่อหลายครั้งก็ตาม เชื่อว่าก็ยังคงจะมีคนอีกหลายคนเลยทีเดียว ที่ไม่สามารถจะนึกภาพออกว่ามันสะท้อนอย่างไร? กระทั่งเกิดปรากฏการณ์เพลง "ลูกทุ่งมือถือ" ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้เองภาพที่ว่าเพลงลูกทุ่งคือการบันทึกบริบท อย่างหนึ่งของสังคมจึงชัดเจนมากยิ่งขึ้น

...บอกลาจดหมาย

"พี่แสนดีใจ ได้รับจดหมาย จากไปรษณีย์ จ่าหน้าซองถึงพี่ สอดซองสี นี้ไม่ใช่ใคร พี่จำแน่นอน ว่าบังอรส่งถึงพี่ชาย เปิดอ่านดูข้างใน ต๊ายตาย จดหมายผิดซอง..."

นั่นคือเนื้อเพลง "จดหมายผิดซอง" ของ "มนต์สิทธิ์ คำสร้อย" ที่เคยดังกระฉ่อนเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมาแต่ถ้าหากวันนี้ นำเอามาเปิดอีกครั้งหลายคนคงจะรู้สึกว่ามันช่างเชยเสียนี่กระไร ด้วยที่ว่าโลกเราเดี๋ยวนี้เขาปั๊ตตานาไปใช้โทรศัพท์มือถือกันหมดแล้ว

ย้อนกลับไปในอดีตที่ผ่านมาเราจะเห็นภาพของการเปลี่ยนแปลง ของสังคมในเนื้อเพลงลูกทุ่งที่ชัดเจนอยู่ตลอดเวลา ในยุคเก่าก่อนมันว่าด้วยเรื่องความงามของธรรมชาติ มันว่าด้วยความน่ารักของท้องทุ่ง สาวชาวนา หนุ่มชาวสวน อย่าง "มนต์รักลูกทุ่ง" "หนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือ" และอีกสารพัด... ถัดมาในยุคที่ความเจริญของเมืองกรุงกับบ้านนอกเริ่มถ่าง ออกจากกันเรื่อยๆ เพลงอย่าง "สมศรี 1992" เล่าให้เราเห็นภาพ ของการเดินเข้ากรุงเทพฯ ของคนหนุ่มคนสาวชนบทได้อย่างชัดเจน

จากนั้นไม่นาน "ไมค์ ภิรมย์พร" ก็ทำให้เราต้องน้ำตาซึมกับ ความยากลำบากของคนบ้านนอกที่เข้ามาขายแรงงานอยู่ในเมืองหลวง ทว่าในขณะเดียวกันก็ยังมีความสนุกสนานมีความผ่อนคลาย จากแหล่งบันเทิงกลางคืนอย่างคาเฟ่ ร้านคาราโอเกะ รวมทั้งเรื่องของป๋าๆ เฮียๆ สาวคาเฟ่ ชีวิตของคนกลางคืนก็ถูกสาว "ยุ้ย ญาติเยอะ" จับเอามาบอกเล่าผ่านบทเพลง

"คือถ้าอยากจะรู้ว่าคนในสังคมของเรามีพฤติกรรมอย่างไรมันไม่ยากหรอกก็คือลองฟังเพลงลูกทุ่งดู" แคนบอกกล่าวกับเรา

"แล้วถ้าเราดูเราก็จะเห็นว่าการเข้ามาของคนชนบทในเมือง เนี่ยมันจะมีช่องอยู่ ช่องที่ว่าก็คือเรื่องของการสื่อสารเพราะฉะนั้น มันก็ไม่แปลกที่มันจะมีเรื่องของการเขียนจดหมายการใช้โทรศัพท์ เข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งจริงๆ จะว่าไปแล้วมันก็มีเพลงในทำนองนี้ออกมาตลอดเวลา เพียงแต่ว่ามันจะดังหรือไม่ดังเท่านั้นเอง อย่างถ้าเป็นเพลงจดหมายที่ดังๆ ที่เราจำได้มันก็จะมีเพลงจดหมายบรรยายรักของเพลิน พรมแดน เพลงจดหมายจากแนวหน้าของ ยอดรัก พูดถึงทหารคนหนึ่งที่ไป สู้รบชายแดนแล้วเขียนจดหมายถึงแฟน"

"เพลงจดหมายเป็นหมันของ ขวัญชัย เพชรร้อยเด็ด หรือว่าเพลงจดหมายผิดซองของมนต์สิทธิ์ คำสร้อยซึ่งเป็นเพลงรักตลก เป็นคอมเมดี้หน่อย ยังมีอะไรอีกล่ะจดหมายจากแม่ จดหมายจากลูก จดหมายจากน้องตู่ จดหมายทำลายรัก จดหมายจากอ้อย คือมันมีเพลงที่เกี่ยวกับจดหมายเยอะมากแต่ว่ามันก็จะดังไม่กี่เพลงหรอก"

แคนเล่าถึงบรรยากาศของเพลงลูกทุ่งในยุคที่การสื่อสาร ด้วยตัวอักษรเป็นที่นิยมก่อนที่ในเวลาไม่นานเมื่อโลกของเทคโนโลยี ทางด้านโทรคมนาคมก้าวล้ำนำสมัยมากยิ่งขึ้นเพลง ที่เกี่ยวกับจดหมายจึงค่อยๆ ซาลงไป ถึงแม้จะไม่หมดไปซะทีเดียว และถึงแม้จะไม่มีบันทึกไว้เป็นทางการสักเท่าไหร่ แต่สำหรับแคนแล้วเขายกให้เพลง "สัญญาห้าบาท" ของ "เอกราช สุวรรณภูมิ" เป็นจม.ฉบับสุดท้ายก่อนที่จะหลีกทางให้กับกระแสลูกทุ่งมือถือ

...ยุคลูกทุ่งมือถือ

ถามว่าเพลงไหนเป็นเพลงที่เกี่ยวข้องกับโทรศัพท์เป็นครั้งแรก คงจะเป็นเรื่องที่ตอบได้ยากมากๆ เพราะตั้งแต่ยุคของยิ่งยง ยอดบัวงาม ในอัลบั้ม "สมศรี 1992" ก็มีเพลงที่เกี่ยวกับการสื่อสารด้วยรูปแบบดังกล่าวแล้ว (แต่เป็นโทรศัพท์บ้าน)ในเพลง "น้องดา" หรือว่าเพลง "ฮัลโหลเฮีย" ของ "ทศพล หิมพานต์" และ "ยุ้ย ญาติเยอะ" รวมทั้ง "ทางไกลจากโอ๋" ของ "ศรเพชร ศรสุพรรณ" เพลงลูกทุ่งที่เกี่ยวข้องกับโทรศัพท์เริ่มมีบทบาท อย่างชัดเจนมากๆ ในช่วง 3 - 4 ปีที่ผ่านมา...ปี พ.ศ. 2543 "หัวใจคึดฮอด" ของ "แดง จิตรกร" ว่าด้วยเรื่องของหนุ่มอีสาน คนหนึ่งที่ใช้โทรศัพท์สาธารณะจีบสาวดังกระหึ่มขึ้นมา...ปี 2544 - 2545 เพลงยอดฮิตก็ยังเป็นศิลปินคนเดิมในเพลง "มนต์รัก ตจว." ที่ก็มีโทรศัพท์สาธารณะในเนื้อเพลงเช่นกัน

2545 - 2546 นักร้องหญิง "ต่าย อรทัย" น่าจะเรียกได้ว่าเป็นศิลปินหญิงคนแรก ที่จุดกระแสลูกทุ่งมือถือขึ้นมาอย่างชัดเจนด้วยเพลง "โทรหาแน่เด้อ" ในอัลบั้ม "ดอกหญ้าในป่าปูน" ที่มีเนื้อหาสะท้อนถึงการใช้ โทรศัพท์มือถือของสาวบ้านนอกได้เป็นอย่างดีและอัลบั้มชุด นี้ดังเปรี้ยงปร้างถึงขนาดขายกันเป็นล้านๆ ก๊อบปี้เช่นเดียวกับกระแสความแรงของเพลง "กินข้าวหรือยัง" ที่มีเนื้อหาซึ้งๆ ว่า "ซื้อบัตรเติมเงิน ให้กลายเป็นบัตรเติมใจ..." ในอัลบั้มถัดมาของเจ้าตัวก็ขายเป็นล้านๆ อีกเหมือนกัน

ลูกทุ่งมือถือที่คุ้นหูและเป็นที่รู้จักกันดีมากๆ ก็คือ "นั่งเฝ้าเขาจีบ" ของ "เอกพล มนต์ตระการ" ซึ่งหลายคนคงจะคุ้นหูกันดีในเนื้อเพลงของเขาที่ว่า "ไผโทรมาน้อ คือเว้านำเขาแม่นแท้ จั่งบ่แคร์อ้ายคนนั่งเฝ้าจ่อข่อ ยิ้มใส่มือถือทั้งอือดัดเสียงเอียงคอ คุยนานหยังกะด้อ อ้ายนั่งรอน้องบ่เห็นใจ..."รวมทั้งเพลง" "โชว์เบอร์ไม่โชว์ใจ" ของ "ดวงจันทร์ สุวรรณี" ที่กลายเป็นคำที่วัยรุ่นเองเอาไปใช้เล่นมุกกันเกร่อ

นอกจากนี้ก็ยังมีเพลงที่เกี่ยวข้องกับมือถืออีกมากมายไม่ว่าจะเป็น "เพลงรักมือถือ" ของ "รุ่ง สุริยา" "วันทูคอลอ้อนแฟน" ของ "ลูกแพร อุไรพร" "คลื่นรักจากต้นบักโกรก" ของ "ปอยฝ้าย มาลัยพร" "มือถือในมือเขา" ของ "ธนา พาโชค" ทางภาคเหนือมี "เมียถามมือถือ" ของ "วิทูรย์ ใจพรหม" "มือถือย่านเมีย" ของ "เขียว ดวงสดใส" นี่ดังทางภาคอีสาน รวมทั้ง "คุณนายมือถือ" ของ "เฉลิมพล มาลาคำ" แล้วก็ยังมี "กดทิ้ง" ของ "ลูกเจี๊ยบ ทัศนีย์" "บ่กล้ารับสาย" ของ "บุญโฮม เพชรทองคำ" "ติดสายอ้ายก็รับ" ของ "วันชัย ทองธรรมชาติ" ซึ่งเคยออกเพลงที่แสดงถึงความพ่ายแพ้ของจดหมายต่อมือถือมาแล้วใน "จดหมายพ่ายเสียงหวาน" นอกจากนี้ก็ยังมีเพลงอย่าง "ตู๊ด...ตู๊ด" ของ สาวตังเม เมทินี" ฯลฯ "เพลงหัวใจคึดฮอดที่แดง จิตรกร ร้อง อันนี้ใช้โทรศัพท์สาธารณะหยอดเหรียญ เพราะช่วงนั้นโทรศัพท์มือถือยังมีราคาแพงอยู่ ชาวบ้านรากหญ้าจึงไม่สามารถหามาใช้ได้ เพลงนี้ก็ยังไม่ถือว่า ดังอะไรมากมายกระทั่งมาเพลงมนต์รักตจว.เนี่ย อันนี้ดังมาก ขายได้เป็นล้าน"

แม้จะเล่นเอากับเรื่องกระแสของสังคมแต่ก็ใช่ว่าทุกเพลงลูกทุ่งมือถือ จะเป็นที่ประสบความสำเร็จไปซะทั้งหมด

"คือเสน่ห์ของเพลงนี้ก็คือใช้โทรศัพท์เป็นสื่อ พล็อตมันเหมือนเรื่องสั้น พูดถึงคนอีสานที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯแล้วผู้ชายโทร. ไปหาผู้หญิงที่ทำงานในโรงงานแล้วถามว่าเมื่อแลงว่างบ่ (ตอนเย็นนี้ว่างไหม) คือเป็นเรื่องของการนัดแฟนให้ออกมา แล้วก็ที่โทร.มาเนี่ยก็เพราะว่าคิดถึง กลัวว่าถ้าอยู่ห่างกันนานๆ แล้วผู้หญิงจะเปลี่ยนไป"

"พล็อตมันเขียนเหมือนว่าเราเอาไปทำหนังได้เลยนะ ฉะนั้นเวลาทำมิวสิกฯ ประกอบเพลงมันก็เข้ากับเพลง แล้วมันก็โดนพวกคนมาอยู่เมืองเป็นอะไร ที่ใกล้ตัวพวกเขา เป็นเพลงที่พวกเขาสัมผัสได้น่ะ ในขณะที่ต่อมามันก็มีเพลงในลักษณะนี้ออกมาเยอะแต่ส่วนมากไม่ดัง"

...เทคนิคครองใจด้วย(เพลง)มือถือ

"มีอยู่เพลงหนึ่งชื่อเพลงรักมือถือที่เจนภพแต่งให้กับรุ่งสุริยาร้อง ก็มีคำว่าจีเอสเอ็มสองวัตต์อะไรทำนองนี้ แต่ปรากฏว่าแป้ก!! ก็เพราะมันฮาร์ดเซลส์ คนเขารู้สึกไม่อินด้วย เหมือนที่แกแต่งรักหนีที่เซเว่นน่ะ อันนั้นได้แค่คนรู้จักนะ แต่ขายไม่ได้ คือเพลงลูกทุ่งนี่ต้องแยกนะ เพลงที่คนรู้จักกับเพลงที่ขายมันคนละเรื่องกัน"

ไม่ใช่เพียงเรื่องฮาร์ดเซลส์เท่านั้นที่ควรระวังการหยิบจับเอาเรื่อง ของการใช้งานเฉพาะก็เป็นเรื่องที่ควรระวังด้วยเช่นกัน

"อย่างเพลงคลื่นรักจากต้นตะโกนี่ก็ไม่ดัง คือเขาแต่งว่าโทรศัพท์มันสัญญาณไม่ดี ก็เลยต้องปีนต้นไปขึ้นไปบนต้นตะโกเพื่อหาสัญญาณ อันนี้ก็ตาย เพราะเดี๋ยวนี้เขาไม่ต้องปีนแล้วอยู่ที่ไหนสัญญาณก็มีหมด คือพล็อตนี้ใช้ได้ตอนที่เริ่มมือถือใหม่ๆ ซึ่งสัญญาณมันยังไม่ดี แต่พอมาตอนนี้มันคนละเรื่องอันนี้เรียกว่ามันมีอายุสั้น"

"อย่างเพลงกดทิ้ง กดมาแล้วกดทิ้งจริงๆ อันนี้พล็อตดีนะ ชื่อก็ดี แต่พอดีคนแต่งออกมาแต่งไม่เก่ง แต่อย่างเพลงโชว์เบอร์ไม่โชว์ใจ ของดวงจันทร์ สุวรรณี หรือว่าเรื่องของบัตรเติมเงินของต่าย ในเพลงกินข้าวหรือยัง พวกนี้มันจะไม่ใช่เพลงฮาร์ดเซลส์แบบมือถือจ๋าไง มันจะมีพล็อตมีเนื้อเรื่อง จะล้อด้วยสื่อมือถือนิดหน่อยไม่ใช่ขายตรงแบบพวก รักหนีที่เซเว่นหรือเพลงรักมือถือจีเอสเอ็มสองวัตต์ หรือพวกรักที่ปั๊มเจ็ตอะไรพวกนี้ มันไม่ได้น่ะ มันอาจจะติดหูจริงแต่ไม่ใช่"

"เดี๋ยวนี้คนฟังลูกทุ่งเขาฟังเพลงที่มีเรื่องมีราว มีการบอกเล่าเหมือนกับ อ่านเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง เหมือนกับดูหนังสั้นเรื่องหนึ่ง เขาต้องการแบบนั้น ถ้าคุณทำได้ไม่ถึงนั้น อย่าหวังว่าจะขายได้ ฉะนั้นถึงบอกว่าเรื่องของเนื้อหาสำคัญกว่าเรื่องของกระแส อย่างคุณสลา (สลา คุณวิฒิ) แกแต่งเก่ง แกจะไม่ระบุชัดว่ามันเป็นโทรศัพท์อะไร เพราะการไประบุว่ามันคือยี่ห้ออะไรนี่มันตายเลย"

"มันมีเรื่องน่าเศร้าอยู่เรื่องหนึ่ง คือมันมีเพลงชื่อเพลงแจกเพจแจกรักเนี่ยนะ ซึ่งมันก็น่าจะดี แต่ว่ามันดันออกมาโปรโมตเอาอีตอนที่เขาเลิกใช้เพจกันแล้ว เป็นตอนที่เพจเจอร์กำลังจะตายพอดี มันก็เลยแป้กไปเลย... ก็เหมือนเพลงของเจนภพอ่ะ มาถึงเจนภพบอกจีเอสเอ็มสองวัตต์ แล้วตอนนั้นพอดีที่เอไอเอสเปลี่ยนเป็นจีเอสเอ็มแอดวานซ์เพราะถูกโจมตีว่า 2 วัตต์มันทำลายสมอง มันเลยตายไง"

"ถึงบอกว่าถ้าคนแต่งที่เขามีกึ๋นหน่อยเขาจะไม่ไปผูกเงื่อนมัดกับอย่างนี้ ในความเห็นของผมมันไม่จำเป็นต้องไปบอกว่า เป็นเซเว่น ไม่ต้องบอกว่าปั๊มเจ็ต ไม่ต้องบอกว่าเคเอฟซี ไม่ต้องบอกมัน เพราะเหล่านี้มันตายด้วยเรื่องเวลา"

....คุณค่า - อนาคต

ว่ากันว่าทุกวันนี้บ้านเรามีคนใช้โทรศัพท์มือถือทุกๆ ยี่ห้อ ทุกๆ ระบบไม่ต่ำกว่า 20 ล้านคนมือถือจึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดกับการที่ วงการเพลงลูกทุ่งจะเข้ามาจับเอาพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือเข้า มาไว้ในบทเพลงออกมาเกร่อจนกระทั่งหลายๆ คนอดไม่ได้ที่จะต้องออก มาตั้งคำถามถึงเรื่องคุณค่าของเพลงที่เรียกว่าลูกทุ่งอย่างแท้จริง

ในฐานะของคนแต่งเพลงเกี่ยวกับโทรศัพท์(มือถือ) นโด่งดังมาแล้วมากมายทั้ง "นั่งเฝ้าเขาจีบ" "โทรหาแน่เด้อ" "โชว์เบอร์ไม่โชว์ใจ" "กินข้าวหรือยัง" ฯ อย่าง "สลา คุณวุฒิ" บอกว่าหากจะมองกันในเรื่องนี้ คงจะต้องกลับไปถามถึงนิยามของคำว่าเพลงลูกทุ่งเสียใหม่

"คือถ้าเพลงลูกทุ่งหมายถึงว่าต้องเป็นเพลงที่ว่าด้วยเรื่องราว ของชนบทแล้วก็ต้องมีทำนอง มีจังหวะของเพลงพื้นบ้านพื้นเมือง ของแต่ละท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้องอันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแต่ถ้าเรา มองว่าเพลงลูกทุ่งมันเป็นเรื่องของชีวิตคน เป็นการเล่าเรื่อง เป็นการบอกเล่าถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างตรงไปตรงมาและจริงใจ ผมคิดว่ามันคงจะไม่ไปเกี่ยวกับว่าเป็นการทำลายคุณค่าอะไรหรอก"

"มันเหมือนกับเรื่องรถเหมือนกับเพลงที่เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์เหมือน กับเพลงที่ปั่นจักรยาน เดี๋ยวนี้เราใช้โทร.มือถือกันเยอะมันก็ต้องมีบ้าง คือถ้ามันมีอุปกรณ์อะไรเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของ มนุษย์เยอะมากขึ้น มันก็มีเรื่องมันก็มีนิทานขึ้นมา แต่ก็ใช่ว่าเราจะเอาตรงนี้มาเป็นแกน เพราะถ้าลองไปดูจะพบว่ามันเป็นเพียง เรื่องขององค์ประกอบ (เขียนเพลงตามใบสั่งค่ายโทร.มือถือ?) ไม่มีครับ ก็รออยู่เหมือนกัน (หัวเราะ) คือโดยเนื้อหาหลักๆ ของเพลงก็ยังคงอยู่ที่เรื่องของความรัก เรื่องของชีวิตคน โทรศัพท์หรือว่าโทร.มือถือมันเป็นเพียงส่วนที่เสริมเข้ามาเท่านั้นเองอย่าง เพลงหัวใจคึดฮอดมันเป็นเรื่องของการคิดถึงของคนแล้วก็เอาโทรศัพท์มาเป็นสื่อ"

สำทับด้วยทัศนะของแคนที่บอกว่า...

"แล้วมันไม่ใช่เรื่องของความรักของผู้หญิงผู้ชายอย่างเดียว มันเกี่ยวข้องกันทั้งความรักและสังคม เหมือนที่พี่พยายามพูดให้เห็นว่าถ้า ไปดูในเนื้อหาของเพลงจะเห็นว่านอกจากจะพูดถึงเรื่องความรัก ระหว่างหนุ่มสาว เรื่องของคนสองคนแล้ว มันยังมีเรื่องของ ความรักระหว่างแม่ ระหว่างครอบครัว ระหว่างตัวเองกับท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่มันจะเกิดขึ้นกับคนที่เข้ามาอยู่กรุงเทพฯ คนภาคอีสาน มันจะมีเพลงอย่างนี้อยู่พอสมควร เพลงโทรศัพท์ส่วนนี้ จะอธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนที่อยู่กรุงเทพฯกับคนที่อยู่บ้านเกิดได้ชัดเจน"

"เรื่องนี้ต้องบอกว่าอย่ามองแค่ปัจจุบัน ลองย้อนไปสมัยที่บ้านเรา นิยมใส่กระโปรงสั้นใหม่ๆ เพลงก็จะพูดถึงผู้หญิงกระโปรงสั้นเยอะ หรือตอนที่ชุดฮอตแพนท์มันดังก็มีสาวฮอตแพนท์อะไรอย่างนี้ มันคือบุคลิกของเพลงลูกทุ่ง เพราะจริงๆ แล้วเพลงลูกทุ่งพูดตาม ประสาเรามันก็คือเพลงชาวบ้านฉะนั้นมันก็จะอยู่กับชาวบ้าน เมื่อชาวบ้านเปลี่ยนไปมันก็จะเปลี่ยนไป ตามชาวบ้าน"

"เพลงลูกทุ่งมันไม่ใช่เพลงที่อยู่บนหอคอยงาช้างหรือที่อยู่บนสำนัก มันเป็นเพลงชาวบ้าน ฉะนั้นต้องเข้าใจก่อนเลยว่า อยู่กับชาวบ้าน ชาวบ้านเป็นคนบริโภค ชาวบ้านเป็นคนเสพ ทีนี้ถ้าย้อนไล่จากอดีตมาเลย มันจะบอกเล่าจะไล่มาหมดว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับชาวบ้านของเรา อย่างพอคาเฟ่ดัง เราก็จะได้ยินเพลงเกี่ยวกับคาเฟ่ พอคาเฟ่เลิกไปก็จบ มาถึงคาราโอเกะ ก็เหมือนกัน อะไรแบบนี้ มันเหมือนยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง ที่พูดถึงอะไรใหม่ๆ ที่เข้ามาในสังคม เพลงลูกทุ่งมันก็จะทำหน้าที่ของมันตรงนี้"

ถัดจากโทรศัพท์มือถือมันน่าจะเป็นเรื่องอะไร?

"มันเป็นเรื่องกระแสเดาไม่ได้หรอก เพลงมือถือที่มาแรงมันมาตามกระแส การเปิดตัวของเศรษฐกิจ แต่ที่น่าสังเกตก็คือที่ผ่านมาเรื่อง ของบริการเสริมในโทร.มือถือมันยังไม่มีการพูดถึงเท่าไหร่นัก มีบ้างอย่างข้อความในโทร.มือถือของดอกอ้อ ทุ่งทอง ซึ่งก็ไม่แน่นะว่าต่อไป เพลงมือถือเนี่ยแหละมันอาจจะมีเพลงในทำนองที่ว่าพูดกับภาพ อะไรก็ได้นะเพราะว่าเดี๋ยวนี้เรื่องโทร.มือถือถ่ายรูปมันมีเยอะมากเลย"

มือถือที่ไม่ใช่มือถือของ "ต่าย อรทัย"

เป็นที่ทราบกันดีว่าศิลปินสาวสวย "ต่าย อรทัย (ดาบคำ)" เธอเป็นเด็กบ้านนอกที่เข้ามาทำงานอยู่ในเมืองกรุง หลังการออกอัลบั้มในชุดแรกกระทั่งดังเป็นพลุแตกเจ้าตัว ก็ได้มีโอกาสซื้อโทรศัพท์มือถือ ให้กับคุณแม่และคุณยายที่อยู่ที่บ้านคุ้มแสนชะนี อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี ไว้ใช้ติดต่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ

เรื่องที่ทำให้มือถือดังกล่าวไม่เป็นมือถือก็คือที่บ้านนาจะหลวย นั้นสัญญาณของคลื่นโทรศัพท์มือถือระบบที่เธอใช้อยู่ ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ วิธีการแก้ปัญหาของ สาวต่ายก็คือการไปหาซื้อไม้ไผ่ลำยาวๆ มา 1 ลำทำเป็นเสาอากาศต่อสายสัญญาณให้กับโทรศัพท์มือถือ เครื่องดังกล่าว

...แปลกแต่จริงที่ผลปรากฏว่ามันค่อนข้างจะใช้ได้ผลดี แต่ก็เพราะสายสัญญาณที่ระโยงระยางนั้นเองที่ทำให้ โทรศัพท์มือถือเครื่องดังกล่าวดูเหมือนโทรศัพท์บ้านซะมากกว่า

(หมายเหตุ : ปัจจุบันที่บ้านคุ้มแสนชะนี อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานีมีสัญญาณโทรศัพท์เข้าถึงเรียบร้อยแล้ว)

 

ที่มา: ผู้จัดการ, รายงานโดย: prof@ 28 พ.ย. 2547